+++กรณีที่ท่านเข้ามาหน้านี้โดยตรงและต้องการไปที่หน้าแรกของนัดพบดอทคอม คลิ๊กที่นี่!!+++
  ปรัชญาการเมือง 81310


ปรัชญาการเมือง 81310
หน่วยที่ 1
1.1 แนวความคิดทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาปรัชญาการเมือง
แนวความคิด
1. ปรัชญาการเมืองเป็นความพยายามที่จะทดแทนความเห็นในเรื่องธรรมชาติการเมือง ด้วยความรู้ในธรรมชาติ ของสิ่งที่เป็นการเมือง
2. ปรัชญาการเมืองคลาสสิก อยู่ที่การแสวงหาคำตอบว่าระเบียบการเมืองที่ดีที่สุด เป็นสากลนั้นอย่างไร ส่วน ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ และยัง ปฏิเสธโครงร่างปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นไปไม่ได้
3. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เห็นว่า สังคมดีขึ้นเจริญขึ้นได้ขึ้นอยู่กับสถาบันในสังคม คือ สถาบันการปกครอง สถาบันทางเศรษฐกิจ
4. ในปัจจุบันฐานะของปรัชญาการเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากเนื้อหาของปรัชญาการเมืองก็เปลี่ยนตามไปด้วย
5. การศึกษาปรัชญาการเมืองตะวันตกมีหลายแนว ขณะที่ไทยส่วนใหญ่ ผู้สอนมักถ่ายทอดสิ่งที่รู้มาจากตำรา ต่างประเทศ ในรูปแบบของประวัติความคิด ในอนาคตไทยควรศึกษาปรัชญาการเมืองเน้นการศึกษาตัวบท และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสปรัชญาการเมืองโดยตรงมากขึ้น

1.1.1 ความหมายของปรัชญาการเมือง

ปรัชญาตามความหมายดั้งเดิม หมายถึง “ความรักในปัญญา” (love of wisdom) “การแสวงหาปัญญา” (political philosophy)
ผู้แสวงหาปัญญาหรือปรัชญาเมธีคนแรก ๆ ได้แก่ “ผู้ที่พูดถึงธรรมชาติ” ธรรมชาติ จึงเป็นสาระสำคัญของปรัชญา “ธรรมชาติ” หมายถึง คุณลักษณะ ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง “มี” หรือ “เป็น” หรือ กระทำ นี่คือความหมายเดิมของ”ธรรมชาติ” ในสมัยที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้แยกออกจากปรัชญา
ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องถูกค้นพบ การค้นพบธรรมชาติหมายถึงการแยกแยะปรากฏการณ์ทั้งหลายออกเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติและปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ปรัชญาเมธีคือผู้แสวงหาและแยกปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากกัน
ปรัชญา คือ ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นด้วยความรู้หรือความจริงอันเกี่ยวกับธรรมชาติ
ชีวิตของมนุษย์ก่อนที่จะเกิดปรัชญา คือชีวิตที่มีรากฐานอยู่บนขนบธรรมเนียม ประเพณี
โสเกรติส (469 – 399 B.C.) เป็นผู้เริ่มต้นเกี่ยวโยงเอาปัญหาของมนุษย์เข้าไว้ด้วย เพราะเป็นผู้ที่เริ่มตั้งคำถามที่ว่า อะไรคือความดี อะไรคือความกล้าหาญ อะไรคือความยุติธรรม แม้แต่ความเห็นที่ทรงอานุภาพที่สุดของสังคม ได้แก่ความเห็นของรัฐที่ออกมาโดยรูปแบบของกฎหมายก็ต้องถูกกระทบกระเทือนด้วย กฎหมายเท่านั้นที่จะกำหนดการกระทำอย่างไรจึงเรียกว่ายุติธรรม อย่างไรไม่ยุติธรรม ฯ สำหรับโสเกรติส เห็นว่ากฎหมายของผู้มีอำนาจในชุมชนก็เป็นเพียงแค่ความเห็นหรือขนบประเพณีเหมือนกัน การตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ศีลธรรม สิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วของโสเกรติส จึงเป็นกลายเป็นการตั้งข้อสงสัยเอากับรากฐานที่สำคัญที่สุดของชุมชนการเมือง
จุดเริ่มต้นปรัชญาการเมือง ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นในเรื่องธรรมชาติของการเมืองด้วยความรู้ในเรื่องธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง ทั้งพยายามที่จะรู้ทั้งธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมือง คือการแสวงหาธรรมชาติ ของความยุติธรรมหรือความดี และการตั้งคำถามอื่น ๆ ที่เกี่ยวโยงกับมนุษย์และชุมชนการเมืองและระเบียบการเมืองที่ถูกที่ดีพร้อม ๆ กัน
การศึกษาประวัติชีวิตของโสเกรติสผ่านผลงานการเขียนของเพลโต จะพบลักษณะเด่นของคำถามของ โสเกรติสที่ขึ้นต้นด้วย อะไรคือ......? เช่น อะไรคือความยุติธรรม ฯ
เรายกย่องให้โสเกรติสเป็นบิดาของปรัชญาการเมือง เพราะในทางปฏิบัติแล้วคำถามของโสเกรติสพยายามที่จะก้าวออกไปให้พ้นขอบเขตความเห็นทั้งปวงพร้อม ๆ กับชี้แนะไปยังการคงอยู่ของระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดที่เป็นสากลทั้งปวง
ปรัชญาของโสเกรติสกลายเป็นปรัชญาการเมือง เพราะการกระทำที่มีลักษณะเป็น การเมืองไม่ว่าในชุมชนใดย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งเปลี่ยนแปลงหรือคงรักษาไว้ เมื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงก็ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เมื่อมุ่งรักษาก็ต้องรักษาสิ่งที่ดีไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงในสู่สิ่งที่เลว การกระทำทางการเมืองย่อมต้องมีความรู้ในสิ่งที่ดีหรือเลวเป็นเครื่องชี้ทางเสมอ
โสเกรติส เป็นบิดาของปรัชญาการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด


ข้อความจากคุณ :pak  วันที่ :26/10/07  14:31:27 IP : 124.120.17.143
  www.nudpop.com
 ตอบลำดับที่ 1

1.1.2 ลักษณะของปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิก

ลักษณะสำคัญประการแรกของปรัชญาการเมืองโสเกรติส คือสืบทอดผ่านเพลโตและอริสโตเติล ที่ว่า การแสวงหาคำตอบว่าระเบียบทางการเมืองที่ดีที่สุดเป็นสากลนั้นเป็นอย่างไร
ปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิก ประเด็นการเมืองและประเด็นทางศีลธรรมจากแง่ความสมบูรณ์ของมนุษย์เป็นหลัก กล่าวคือ ปรัชญาคลาสสิกทั้งหลายเห็นพ้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตการเมืองคือคุณธรรม
ปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิกไม่ได้ยกย่องสรรเสริญความเสมอภาคหรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นสิ่งสูงสุด ปรัชญายุคคลาสสิกไม่ใช่ผู้นิยมความเสมอภาค
ปรัชญายุคคลาสสิกรัฐที่ดีที่สุดคือ การปกครองแบบอภิชนาธิปไตย หรือรัฐผสม
ความสำคัญการเน้นรัฐที่ดีที่สุด คือความรู้เรื่องรัฐที่ดีที่สุดจำเป็นสำหรับการชี้แนะทางการเมืองที่ถูกต้อง
ทรรศนะของโสเกติส รัฐที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับโอกาส ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ราชากลายเป็นปราชญ์เมธีเท่านั้นที่รัฐที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้ รัฐในอุดมคติของยุคคลาสสิกกลายเป็นบทวิพากษ์วิจารณ์อันสำคัญสำหรับความใฝ่ฝันทางการเมืองที่เรียกว่า ยูโทเปีย
ปรัชญายุคคลาสสิกเน้นถึงอันตรายของการยึดอุดมคติทางการเมืองเป็นสรณะสูงสุดด้วย ลักษณะสองแง่สองมุมของปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิกพิจารณาได้ว่า มีรากฐานบนลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือความเข้าใจความจำเป็นที่จะต้องแยกแยะระหว่างความรักในสิ่งที่เป็นของตนเองและความรักในสิ่งที่ดีออกจากกัน

1.1.3 ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

การเมืองสมัยใหม่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 – 17 พิจารณาได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ
ผลงานของแมคเคียเวลลีและฮอบส์ ปรากฏเด่นชัดว่าเป็นการเขียนต่อต้านผลลัพธ์ทางการเมืองตามอุดมคติของคริสต์ศาสนา อันมีรากฐานอยู่ในปรัชญาการเมืองคลาสสิกอีกที สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีความเห็นร่วมกันคือ การปฏิเสธของโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แมคเคียเวลลี เป็นบิดาปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ มีทรรศนะว่าข้อผิดพลาดของปรัชญาการเมืองคลาสสิกคือ เริ่มต้นจากความคิดที่ว่ามนุษย์ควรมีชีวิตอย่างไร เป็นการเริ่มต้นพรรณนาถึงรัฐที่ดีที่สุดที่ไม่มีโอกาสที่เป็นไปได้ในชีวิตจริง
ปรัชญาการเมืองคลาสสิกเสนอว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีตัวตน เป็นสิ่งที่มีพลังจิตของมนุษย์ แมคเคียวเวลลีเสนอใหม่หมดคือให้พิจารณาจากความเป็นจริง มนุษย์ไม่ใช่สัตว์การเมือง ในทางตรงกันข้าม มนุษย์เป็นสัตว์ที่เลวและต้องถูกบังคับให้เป็นคนดี คุณธรรมไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คุณธรรม เกิดขึ้นได้จากการศึกษาอบรม
ตามความเข้าใจของแมคเคียเวลลี ข้อสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าสิ่งซึ่งกำหนดความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งอยู่เหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ หากแต่มนุษย์กระทำการทุกอย่างก็เพราะความจำเป็น โดยเหตุที่มนุษย์ชั่วร้าย จุดกำเนิดของความชอบธรรมทุกประการ
แมคเคียเวลลี มีเจตนาละทิ้งความหมายดั้งเดิมของสังคมที่ดีและชีวิตที่ดีของปรัชญาการเมืองคลาสสิกอย่างโจ่งแจ้งที่สุด ตัดขาดจากปรัชญาการเมืองคลาสสิกหันมาเน้นสิ่งที่เป็นจริง
เป้าหมายการโจมตีของแมลเคียเวลลี ได้แก่ปรัชญาและคริสต์ศาสนาแต่ปรัชญาศาสนาก็ยังมีความสำคัญ
โธมัส ฮอบส์ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อจากแมคเคียเวลลี
ปรัชญาของฮอบส์ ได้แก่ การสะท้อนความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ และคริสต์ศาสนา ล้วนมีแต่ผลร้ายต่อสันติสุขในสังคมทั้งคู่ ภาระของปรัชญาฮอบส์ คือการสร้างสิทธิอำนาจทางการเมือง ให้เป็นอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่ว และเป็นอำนาจที่ทุกคนยอมรับ ปัญหาของฮอบส์อยู่ที่ว่า ความสมเหตุสมผลอันที่จะปฏิเสธอำนาจของเหตุผลเอง ปัญหาด้านศีลธรรมและการเมือง ฮอบส์แสดงไว้ว่า กฎหมายมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าธรรมชาติ เป็นการกำหนดความหมายธรรมชาติขึ้นมาใหม่
ความความคิดเห็นของฮอบส์ ข้อบกพร่องประการสำคัญของปรัชญาการเมืองคลาสสิก คือ ปรัชญาการเมืองคลาสสิกไม่สามารถทำให้ข้อสงสัยข้อท้วงติงหมดไปได้ ฮอบส์เสนอให้ตั้งข้อสงสัยอย่างเต็มที่กับ ปัญญา หรือ วิทยาศาสตร์ ศาสตร์อย่างเดียวที่ฮอบส์เห็นว่ามีคุณสมบัติดังกล่าคือ คณิตศาสตร์ ปรัชญาของฮอบส์ต้องมีรากฐานอยู่บนคณิตศาสตร์
ฮอบส์ เห็นว่าจักรวาลไม่มีอะไรนอกจากวัตถุและการเคลื่อนไหวของวัตถุ มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน สาระสำคัญของจิตมนุษย์ก็คือการเคลื่อนไหว การกระทำของมนุษย์เป็นการเคลื่อนไหวไปสู่หรือหนีออกจากสิ่งที่ทำให้มนุษย์นิยมชมชอบหรือรังเกียจ คือระหว่างความปรารถนาและความกลัว
สาระสำคัญในตัวมนุษย์คือความต้องการ ไม่ใช่เหตุผล ความต้องการรุนแรงของมนุษย์คือ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ แรงกระตุ้นที่มีพลังที่สุดของมนุษย์คือ ความกลัวตาย โดยเฉพาะความตายที่รุนแรงอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง
ฮอบส์ กล่าวว่า ความบกพร่องของปรัชญาการเมืองคลาสสิกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ข้อสมมติฐานที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติ มนุษย์ไม่สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งธรรมชาติของตนได้นอกจากอาศัยสังคมการเมือง ฮอบส์เห็นว่าความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความยุติธรรมและศีลธรรม ก่อนมีสังคมการเมือง ต้องมีสภาพธรรมชาติ ลักษณะเด่นคือ ภาวะแห่งการมีสิทธิตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ คือความเป็นจริงทางศีลธรรมและการเมืองมูลฐานที่สำคัญที่สุด สิทธิโดยธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นหลัก สัจจะทางศีลธรรมที่แท้จริงที่สุดคือ สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ในอันพิทักษ์รักษาชีวิตของตนเอง
แทนที่จะพูดถึงรัฐที่ดีที่สุด ฮอบส์หันมาพูดถึง รัฐบาลที่ชอบธรรม รัฐมีหน้าที่หลักในการพิทักษ์รักษาสิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ส่งเสริมชีวิตแห่งคุณธรรม
จอห์น ล็อค รับเอาเค้าโครงทางความคิดจากฮอบส์เกือบทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงจุดสำคัญจุดเดียวคือ ส่วนที่ว่าด้วยทรัพย์สิน
ล็อค มนุษย์ต้องการพิทักษ์รักษาชีวิตของตนเองนั้น น่าจะเป็นอาหารหรือทรัพย์สินมากกว่าอาวุธ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของล็อคคือ ความคิดเรื่องเสรีภาพทางการเมือง
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เบี่ยงเบนเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์มาเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์แทน ด้วยแนวความคิดของ รุสโซ เสนอว่า สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ยังคงสถานะเดิมอยู่แม้ได้เกิดสังคมการเมืองขึ้น นั่นคือกฏแห่งธรรมชาติ รุสโซ จึงได้เสนอโครงร่างของสังคมการเมือง ที่ทำให้มีการอ้างถึงกฎแห่งธรรมชาติเหนือกฎหมายที่เป็นตัวตนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด สังคมการเมืองถูกสร้างขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ ก็จะให้กำเนินกฎหมายที่ยุติธรรมในตัวเอง รุสโซเห็นว่าเจตนาร่วมจะไม่มีวันผิด หรือกล่าวให้สอดคล้องกับยุคสมัยว่า เสียงของประชาชนซึ่งเป็นเสียงขององค์อธิปัตย์ ย่อมเป็นเสียงที่ถูกต้องเสมอ


  ข้อความจากคุณ :pak  วันที่ :26/10/07  14:32:27 IP : 124.120.17.143
 ตอบลำดับที่ 2

Download ทั้งหมดที่ http://www.nudpop.com/download1/81310.zip และก็ขอบคุณ คุณ Meen Wangton กะน้องก๊อบแก๊บเช่นเดิม ที่ทำให้ได้ข้อมูลมา

  ข้อความจากคุณ :pak  วันที่ :26/10/07  14:35:21 IP : 124.120.17.143
 ตอบลำดับที่ 3

แจ้งแก้ไขชื่อไฟล์ ภายใน ซิพ ชื่อถูกแต่รหัสวิชาผิด เท่านั้นเองครับ


ขออภัยมาใน ณ ที่นี้ด้วยครับ


  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :10/01/08  10:05:08 IP : 202.149.25.225
 ตอบลำดับที่ 4

การเรียนเสริมทาง E-Leaning สำหรับผู้ที่มีคอมพิวเตอร์ และได้ลงทะเบียนเรียนในเทอมนี้เท่านั้น 2/50
ตามลิ้งค์ด้านล่าง - 81310
http://course.stou.ac.th/atutor/users/browse.php?cat=0&show_course=255#info

จาก


  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :16/01/08  08:40:46 IP : 136.8.1.100
 ตอบลำดับที่ 5

ทำไมไม่ลิ้งค์ให้นะ

  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :16/01/08  08:43:20 IP : 136.8.1.100
 ตอบลำดับที่ 6

อยากได้แนวข้อสอบวิชาปรัชญาการเมืองครับ

  ข้อความจากคุณ :ดิว ครับ  วันที่ :19/01/08  10:15:28 IP : 125.27.219.125
 ตอบลำดับที่ 7

ปรัชญาการเมือง
หน่วยที่ 1 แนวความคิดเกี่ยวกับปรัชญา
1. ปรัชญาการเมืองเป็นความพยายามที่จะทดแทนความเห็นในเรื่องธรรมชาติการเมือง ด้วยความรู้ในธรรมชาติ ของสิ่งที่เป็นการเมือง
2. ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เห็นว่า สังคมดีขึ้นเจริญขึ้นได้ขึ้นอยู่กับสถาบันในสังคม คือ สถาบันการปกครอง สถาบันทางเศรษฐกิจ
+ ปรัชญา คือ ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นด้วยความรู้หรือความจริงอันเกี่ยวกับธรรมชาติ
+ ชีวิตของมนุษย์ก่อนที่จะเกิดปรัชญา คือชีวิตที่มีรากฐานอยู่บนขนบธรรมเนียม ประเพณี
+ โสเกรติส เป็นบิดาของปรัชญาการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด
+ ปรัชญาคลาสสิกทั้งหลายเห็นพ้องกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิตการเมืองคือคุณธรรม
+ ปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิกไม่ได้ยกย่องสรรเสริญความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ใช่ผู้นิยมความเสมอภาค
+ ปรัชญายุคคลาสสิกรัฐที่ดีที่สุดคือ การปกครองแบบอภิชนาธิปไตย หรือรัฐผสม
+ ทรรศนะของโสเกติส รัฐที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับโอกาส และโชคชะตา ราชากลายเป็นปราชญ์เมธีเท่านั้นที่รัฐที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้ รัฐในอุดมคติ
ของยุคคลาสสิกกลายเป็นบทวิพากษ์วิจารณ์อันสำคัญสำหรับความใฝ่ฝันทางการเมืองที่เรียกว่า ยูโทเปีย
+ ปรัชญายุคคลาสสิกเน้นถึงอันตรายของการยึดอุดมคติทางการเมืองเป็นสรณะสูงสุด

ลักษณะของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
+ กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 – 17 มีต่อผลของคริสต์ศาสนาที่แตกแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ
+ ผลงานของแมคเคียเวลลีและฮอบส์ เป็นการเขียนต่อต้านผลลัพธ์ทางการเมืองตามอุดมคติของคริสต์ศาสนา อันมีรากฐานอยู่ในปรัชญา
การเมืองคลาสสิก พวกเขามีความเห็นร่วมกันคือ การปฏิเสธของโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
+ แมคเคียเวลลี เป็นบิดาปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ เป็นการเริ่มต้นพรรณนาถึงรัฐที่ดีที่สุดที่ไม่มีโอกาสที่เป็นไปได้ในชีวิตจริง
+ ปรัชญาการเมืองคลาสสิกเสนอว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีตัวตน เป็นสิ่งที่มีพลังจิตของมนุษย์
+ แมคเคียวเวลลีเสนอใหม่หมดคือให้พิจารณาจากความเป็นจริง มนุษย์ไม่ใช่...การเมือง
+ เป้าหมายการโจมตีของแมลเคียเวลลี ได้แก่ปรัชญาและคริสต์ศาสนาแต่ปรัชญาศาสนาก็ยังมีความสำคัญ
+ ปรัชญาของฮอบส์ ได้แก่ การสะท้อนความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ และคริสต์ศาสนา
+ ปรัชญาฮอบส์ คือ การสร้างสิทธิอำนาจทางการเมือง และ ต้องมีรากฐานอยู่บนคณิตศาสตร์
+ ฮอบส์ เห็นว่าจักรวาลไม่มีอะไรนอกจากวัตถุและการเคลื่อนไหวของวัตถุ สาระสำคัญของจิตมนุษย์ก็คือการเคลื่อนไหว การกระทำของ
มนุษย์ทำให้มนุษย์นิยมชมชอบหรือรังเกียจ นั่นคือระหว่างความปรารถนาและความกลัว
+ สาระสำคัญในตัวมนุษย์คือความต้องการไม่ใช่เหตุผล ความต้องการรุนแรงของมนุษย์คือ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่//แรงกระตุ้นที่มีพลัง
ที่สุดของมนุษย์คือ ความกลัวตาย
+ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของล็อค คือ ความคิดเรื่องเสรีภาพทางการเมือง
+ รุสโซ เสนอว่า สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ หรือ กฏแห่งธรรมชาติ ก็คือ ความยุติธรรมในตัวเอง เสียงของประชาชนซึ่งเป็นเสียงขององค์
อธิปัตย์ ย่อมเป็นเสียงที่ถูกต้องเสมอ
+ ปรัชญายุคคลาสสิกซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
+ ฐานะปรัชญาการเมืองยิ่งตกต่ำ เพราะสังคมศาสตร์ยอมรับเอาข้ออ้างของวิทยาศาสตร์ มาเป็นข้ออ้างและบรรทัดฐานของตน
+ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ช่วยให้เข้าใจของมนุษย์ที่มีโดยธรรมชาติต่อโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
+ ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่สอนความควรไม่ควร ที่ขัดกับปรัชญาการเมืองคลาสสิก
+ ในปัจจุบัน ฐานะของปรัชญาและปรัชญาการเมืองตกต่ำเพราะ สังคมศาสตร์ได้ยอมรับเอาข้ออ้างของวิทยาศาสตร์และบรรทัดฐานของตน
+ ปัญหาที่ควรศึกษามากที่สุด เกิดจากการเอาวิธีแบบวิทยาศาสตร์มาใช้ในรัฐศาสตร์อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การก่อให้เกิดหลักการค่านิยมผันแปร
+ ปรัชญาการเมือง แตกต่างจากความคิดทางการเมือง เพราะความคิดทางการเมืองเป็นเพียงการสะท้อนความคิดก็คืออุดมการณ์ทางการเมืองมุ่ง
ผลในทางปฏิบัติ ในขณะที่ปรัชญาการเมืองเป็นความพยายามที่จะรู้ทางธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเมืองและระเบียบทางการเมืองที่ดี สนใจ
ใฝ่หาความจริงหรือสัจจะ


+ ทฤษฎีทางการเมือง หมายถึง กฎแห่งพฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นสากล นักรัฐศาสตร์นำมาใช้ประโยชน์ในการทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้
+ แนวการศึกษาหรือแนวการตีความปรัชญาการเมือง มี 6 วิธี ได้แก่ 1.การวิเคราะห์ตัวบทอย่างละเอียด 2. การแยกแยะระหว่างเจตนาของปรัชญา
เมธีและผลอันเกิดจากการยอมรับความคิดนั้น ๆ 3. การศึกษาประวัติ ของปรัชญาเมธี 4.จิตวิทยา จะออกมาในรูปแบบของพลังกระตุ้นต่าง ๆ
5.แนวทางอุดมการณ์ 6.แนวทางประวัติศาสตร์
+ ปรัชญาการเมืองเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับงานเขียนของปรัชญาเมธี
+ วิชาปรัชญาการเมืองมีคุณค่าแก่การศึกษาอย่างจริงจัง จึงได้เกิดตำราด้านปรัชญาการเมือง ที่เป็นการ “ตีความ”
+ ประเทศไทยวิชาปรัชญาการเมือง ค่อยลดความสำคัญลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นวิชา ประกอบ ในหลักสูตรของรัฐศาสตร์เท่านั้น




































หน่วยที่ 2 ความยุติธรรม
+ แนวความคิดสำคัญของปรัชญากรีกคือ แนวความคิดที่มุ่งจะตอบปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรมไม่ยุติธรรม
+ ทรรศนะเกี่ยวกับความยุติธรรมในปรัชญาการเมืองสมัยกรีกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ เพลโต เรื่อง อุตมรัฐ อธิบายถึงการมีรัฐที่ดีที่สุด
+ หลักฐานงานเขียนความคิดทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของกรีก ได้แก่ 1.โฮเมอร์ 2.การปฏิรูป การปกครองสมัยโซลอน 3.ไพธากอรัส
+ กลุ่มโสฟิสต์ มีแนวคิดทางการเมืองคัดค้านความคิดพื้นฐานเดิมของกรีกอย่าง สิ้นเชิง
+ โสเกรติสแสดงทรรศนะทางการเมืองโต้แย้งกับกลุ่มโสฟิสต์ โสเกรติสเน้นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย
+ นครรัฐ หรือ โปลิส มีลักษณะเป็นสังคมทางจริยธรรม
+ จริยศาสตร์และปรัชญา ตามความเห็นของกรีกไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สังคมทางจริยะ คือจุดมุ่งหมายทางจริยธรรมเป็นหลัก
+ กรีกมองจักรวาลว่าเป็นระบบมีเหตุผล และเหตุผลนี้ก็ควบคุมกฎของสังคม และดำเนินชีวิตที่ดีด้วยกฎธรรมชาติจึงต้องสอดคล้องกันกับกฎของ
มนุษย์ในสังคม โดยแต่ละอย่างต้องมีลักษณะที่มีเหตุผลมีระเบียบในตัวเอง
+ ความคิดทางการเมืองกรีกสมัยของโฮเมอร์ เป็นชุมชนแบบ แสดงแนวความคิดที่เรียกว่า ราชาธิปไตย “ซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์มีสิทธิ์ปกครองโดย
ได้รับบัญชาจากพระเจ้า”
+ แนวความคิดทางการเมืองกรีกในสมัยของโซลอน “ถือว่าเป็นผู้วางรากฐานประชาธิปไตยของกรีก” ในระยะนี้กรีกมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและ
สังคมมาก โดยจัดตั้งศาลยุติธรรม เรียกว่า “เฮเลีย” “และสภาสี่ร้อย” เน้น “ความเสมอภาคทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ”
ในระยะเดียวกันการปลูกฝังจริยธรรมคือ คำสอนขอแห่งเดลฟี ได้แก่ หลักการรู้จักประมาณ รู้จักความพอดี และถือว่าทุกสิ่งมีขอบเขตจำกัด
+ ความคิดทางการเมืองกรีกสมัยไพธากอรัส เป็นนักคณิตศาสตร์ รัฐที่ยุติธรรมต้องเป็นรัฐที่ทุกส่วนเท่ากันหรือเสมอภาคกัน “ความยุติธรรมคือ
ความเสมอภาค” ซึ่งเพลโตนำความคิดนี้ไปใช้และได้แบ่งคนเป็น 3 จำพวก คือ 1.พวกรักปัญญา 2. พวกรักเกียรติ 3. พวกรักผลประโยชน์
+ แนวความคิดทางการเมืองกลุ่มโสฟิสต์ ไม่ใช่ขบวนการทางการเมืองโดยตรงบางคนเป็น นักตรรกศาสตร์ บางคนเป็นนักวาทวิทยาพวกโสฟิสต์
เป็นครูสอนชาวกรีกให้มีความสามารถทางการเมือง ทรรศนะของพวกโสฟิสต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ 1. โปรทากอรัส 2. แอนติฟอน
+ แนวความคิดของโปรทากอรัส “มนุษย์เป็นเครื่องวัดทั้งปวง”
+ ซุส ส่งเฮเมส เป็นเทวทูตนำเอาความเคารพ และยุติธรรมลงมาให้แก่มนุษย์ไว้เป็นหลักแห่งความเป็นระเบียบ
+ แอนติฟอน เป็นนักวาทะ เป็นผู้นำทางคณาธิปไตย
+ โสเกรติสเป็นนักปราชญ์ฝ่ายที่โต้แย้งกับกับโสฟิสต์คนสำคัญ ๆ ผลการโต้แย้งทำให้โสเกรติสถูกประหารชีวิต
+ อุตมรัฐเป็นหนังสือปรัชญาสำคัญของเพลโต ที่แสดงความเห็นโต้แย้งกับกลุ่มโสฟิสต์ว่า รัฐและปัจเจกชนต้องมีความผูกพันซึ่งกันและกันอย่าง
กลมกลืน
+ ความยุติธรรมของเซฟาลุส เป็นลักษณะประเพณีนิยมมุ่งเน้นจริยธรรมของปัจเจกชนและความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล
+ ทราไซมาคุส ถือว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่คนกำหนดขึ้นมาหาความแน่นอนไม่ได้
+ โกลคอน ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่อนแอโดยสัญชาตญาณแห่งความกลัว
+ อดิแมนตุส กล่าวว่า มนุษย์แสดงความยุติธรรมแต่เพียงภายนอก ส่วน เนื้อแท้มนุษย์ไม่ยุติธรรม
+ เพลโตเน้นความเป็นรัฐมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1.เศรษฐกิจ 2.ทหาร 3. ปัญญา
เน้นคุณธรรม 4 ประการ คือ 1. ความฉลาด 2. ความกล้าหาญ 3.ความพอดีรู้จักประมาณ 4.ความยุติธรรม
+ เพลโต ชี้ให้เห็นว่าจริยศาสตร์กับการเมืองแยกออกจากกัน
+ พวกโสฟิสต์ เน้นการหาประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะความเชื่อว่าความยุติธรรมได้แก่ผลประโยชน์ส่วนตัวผู้ปกครอง
+ พวกซีนิค เน้นการละทิ้งทรัพย์สินและสังคม
+ ทรรศนะของเซฟาลุส เป็นทรรศนะแบบประเพณีนิยม เซฟาลุสคิดว่าความยุติธรรมคือ การพูดความจริงและใช้หนี้แก่เจ้าหนี้
+ ทราไซมาคุส ความยุติธรรมไม่ใช่คุณธรรมของปัจเจกชน แต่เป็นคุณธรรมของสังคม ทรรศนะของทราไซมาคุสเป็นแบบพวกหัวรุนแรง ความ
ยุติธรรมมีไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ปกครอง ทรรศนะของทราไซมาคุสในเรื่องที่ว่าความยุติธรรมคือผลประโยชน์ของผู้ที่แข็งแรง หรืผู้ปกครอง
+ โกลคอน มีทรรศนะว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปตามประเพณีไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์
+ ทรรศนะของอดิแมนตุส เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด มนุษย์ควรแสดงความยุติธรรมไว้เพียงภายนอก ส่วนเนื้อแท้ควรเป็นคนไม่ยุติธรรม
ความไม่ยุติธรรมยังประโยชน์ ชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่มนุษย์
+ ทรรศนะของเพลโต เยาะเย้ยว่าชีวิตแบบพวกซีนิคหรือพวกที่ไม่แสวงหาความสุขทางวัตถุ
+ โสเกรติส บรรยายว่ารัฐที่สมบูรณ์พูนสุขนั้นต้องมีทหาร ซึ่งทำหน้าที่รักษาระเบียบและความมั่นคงปลอดภัยให้แก่รัฐ
+ เพลโต เห็นว่า องค์ประกอบทางปัญญาเป็นองค์ประกอบสำคัญและสูงที่สุดในรัฐ
หน่วยที่ 3 ความสูงสุดแห่งศาสตร์การเมือง
+ ตามทรรศนะของอริสโตเติลถือว่า รัฐเป็นวิวัฒนาการทางธรรมชาติของมนุษย์ ปัจเจกบุคคลเป็นองคายพที่ สำคัญ ของรัฐ รัฐมีความสำคัญต่อ
การมีชีวิตที่ดีของมนุษย์ อริสโตเติล ถือว่า ของจริงคือแผ่นดิน การเป็นเจ้าของแผ่นดินเป็นไปตามธรรมชาติ
+ องค์ประกอบที่แท้จริงของรัฐคือ ประชาชนบทบาทของราษฎรถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแสดงให้เห็น
จุดหมายบั้นปลายของรัฐ
+ โสเกรติสเป็นศาสดาของผู้สอน ///เพลโตเป็นศาสดาของผู้คิด ///อริสโตเติลเป็นศาสดาของผู้เรียน
+ ผลงานที่สำคัญของอริสโตเติล คือ การเสนอรูปแบการปกครองที่ดีที่สุดสำหรับนครรัฐกรีกในสมัยนั้น
+ ทิวซีคิดิส เป็นผู้ที่อคติน้อยที่สุดมักวางตัวเป็นกลางอย่างน่ายก เขาชี้แจงให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างอุดมคติ สถานการณ์ สิ่งดีที่สุดสำหรับชุมชน
+ องคายพของรัฐ หมายถึง ปัจเจกบุคคลทุกคนภายในรัฐ ซึ่งแต่ละคนมีความบกพร่องความแตกต่างกัน แต่ เมื่อ มาอยู่รวมกันในรัฐสามารถสร้างความสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองได้ เพราะมนุษย์มีชีวิตที่ดีได้ก็ต่อเมื่อมา อยู่รวมกันในรัฐ และรับใช้รัฐ
+ รัฐคืออัตตาที่ยิ่งใหญ่ (อัตตา แปลว่า ตัวตน) อริสโตเติล นครรัฐ คืออัตตาหรืออาตมันที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
+ หากมนุษย์ขาดรัฐแล้วมนุษย์จะไม่มีวัตถุสิ่งของเท่าที่ต้องการ มนุษย์จะขาดความมั่นคงทางจริยธรรม คือไม่มีศาล ระบบบริหาร
+ อริสโตเติลยังแบ่งหน่วยองคายพออกเป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกับร่างกาย
1. ประเภทที่สนองความต้องการของรัฐโดยตรง ได้แก่ ด้านทหาร ด้านศาล การปกครอง พิธีกรรมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์
2. ประเภทเกื้อ...ลให้บุคคลประเภทแรกดำรงชีพอยู่ได้ ได้แก่ กสิกร กรรมกร พาณิชยนิกร ศิลปะ
+ อริสโตเติล จำแนกความสุขเป็น 3 ประการ คือ
1. ความสุขภายนอก คือ มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง
2. สุขทางร่างกาย คือมีความแข็งแกร่งทางทหาร
3. สุขภายใน คือ คุณธรรมในการปกครอง มนุษย์จะมีความสุขที่สุดเมื่อเขามีคุณธรรมหรือปัญญาหยั่งรู้ทางจริยธรรม
ความสุข 3 อย่างถ้าขาดทรัพย์ย่อมใช้ทาสกรรมกรเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้บังเกิดทรัพย์
3.3 องค์ประกอบและจุดมุ่งหมายของรัฐตามทรรศนะของอริสโตเติล
+ ราษฎรคือผู้ที่อยู่ในรัฐนั้นผู้ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินความผิดถูกชั่วดีของคนในรัฐ (ตุลาการ) มีอำนาจในการปกครองรัฐ (บริหาร)
+ รัฐเป็นการรวมกันขึ้นของส่วนต่าง ๆ คือเป็นการรวมตัวของราษฎรเข้ามามีส่วนร่วมการดำรงตำแหน่งหน้าที่ทางการบริหาร ตุลาการ
การรวมตัวของรัฐที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญ เพราะกำหนดบทบาทของราษฎร
+ ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย ก็ย่อมตราให้ราษฎรส่วนใหญ่ได้ร่วมปกครองรัฐ / ถ้าเป็นไปในระบอบคณาธิปไตย ก็ย่อมตราให้คนส่วนน้อยปกครองรัฐ
+ สำหรับกรีก รัฐธรรมนูญไม่ได้มุ่งที่อำนาจประชาธิปไตยเท่านั้น หากยังบ่งถึงวิถีชีวิตของราษฎรโดยตรง ตลอดศีลธรรมจรรยาและวัฒนธรรมประเพณี ข้อความในรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของรัฐ ตลอดกิจการต่าง ๆ ที่รัฐต้องประกอบเพื่อราษฎร เพราะรัฐเป็นส่วนรวมของราษฎร
ประเภทปกติ กำหนดให้มีรัฐบาลตามระบอบการปกครองต่าง ดังนี้
1) ราชาธิปไตย มุ่งคุณธรรมสูงสุด เป็นประการสำคัญ , พระราชาเป็นเผด็จการโดยธรรมแต่ผู้เดียว
2) อภิชนาธิปไตย มุ่งวัฒนธรรมและคุณธรรมชั้นสูง เป็นสำคัญ , ชนชั้นปกครองคือผู้มีวัฒนธรรมสูงและมีคุณธรรม
3) ราษฎราธิปไตยหรือรัฐปาลาธิปไตย มุ่งระเบียบวินับอย่างทหารและคุณธรรมกึ่งดิบกึ่งดี , ชนชั้นปกครองมาจากชนชั้นกลาง
ประเภทผิดปกติ เป็นรัฐบาลที่เห็นแก่ตัว แบ่งระดับการปกครองอันเลวร้ายออกเป็น 3 ประเภท
1) ทรราชาธิปไตย มุ่งประโยชน์ของพระราชาเพียงหนึ่งเดียว
2) คณาธิปไตย มุ่งประโยชน์ของชนชั้นเศรษฐีมีทรัพย์เป็นเกณฑ์จนกลายเป็นธนาธิปไตย
3) ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพ มุ่งคนจนเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์คนส่วนน้อย

+ อริสโตเติล ถือว่า ทางฝ่ายดีหรือปกติ ราชาธิปไตยเป็นเลิศ / ทางฝ่ายเลวหรือผิดปกติ ทรราชาธิปไตย เลวที่สุด
+ อริสโตเติลไม่ได้มุ่งรัฐอุดมคติดังเพลโต หากมุ่งรัฐที่ดีที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ตามสภาพความจริง
ผลสรุปนี้อริโตเติลได้รับอิทธิจากเพลโตในเรื่อง นิติรัฐ อุตมรัฐเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง จึงต้องใช้วิธีผสมผสานราชาธิปไตยกับระบอบประชาธิปไตยเข้าด้วยกัน เพื่อรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดตามสภาพความเป็นจริง

หน่วยที่ 4 ปรัชญาคริสต์กับสังคมการเมืองยุคกลาง

สภาพของอาณาจักรโรมันสมัยพระเยซู ทางด้านสังคม พลเมืองโรมันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. พลเมืองโรมัน ถือว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรร่วมกับมหาจักรพรรดิ มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง
2. เสรีชน มีสิทธิเสรีภาพในการทำมาหากิน มีหน้าที่เสียภาษี
3. ทาส ไม่ถือว่าเป็นพลเมืองไม่มีสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายโรมัน ทาสเป็นสมบัตินายเหมือนปศุ...และวัตถุทั้งหลาย

+ ลัทธิเอปิเคียวเรียน พัฒนามาเป็นทฤษฎีปรมาณู คือ สอนว่าทุกสิ่งประกอบขึ้นจากปรมาณูอันมีอนุภาคเล็กที่สุดจนไม่อาจแบ่งแยกได้อีก
+ ลัทธิสโตอิก เป็นลัทธิที่พัฒนามาใช้เหตุผลเชื่อกฎที่ครอบงำเอกภพเป็นกฎที่มีเหตุผล เรียกว่า “วจนะ” วจนะเป็นกฎสสารและกฎความประพฤติของมนุษย์
+ ประเทศปาเลสไตน์เป็นแหล่งกำเนิดศาสนาคริสต์ นับถือพระยะโฮวาห์เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลาย
+ คำสอนการปฏิรูปสังคม พระเยซูมีคำสอนว่า “ท่านจงรักพระเจ้าจนหมดสิ้นจิตใจอย่างพ่อ” เป็นบัญญัติที่สำคัญที่สุด
+ สาวก เซนต์ปอล เผยแพร่คำสอนเข้มแข็งที่สุดในอาณาจักรโรมันจนถึงแก่วายชนม์
+ ก่อน ค.ศ. 60 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ หาต้นเพลิงไม่ได้ จึงโยนความผิดให้ชาวคริสต์เป็นแพะรับบาป ศาสนาคริสต์จึงเป็นศาสนาต้องห้ามในมหาอาณาจักรโรมันตั้งแต่บัดนั้นมา ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิต แล้วจักรพรรดิเธโอโดซีอุส ก็ประกาศศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ
+ ปรัชญาการเมืองออกัสตินชี้ให้เห็นว่าสังคมมนุษย์มี 2 ประเภท คือ1. นครของพระเจ้า ได้แก่คนดีทั้งโลก 2. นครของโลกนี้ ได้แก่ คนเลวทั้งโลก
ทั้งสองนครไม่มีเส้นกั้นแบ่งเขตอยู่ปะปนในสังคมเดียวกัน จึงยากจะเห็นว่าใครสังกัดนครใด
+ ตามทรรศนะของออกัสติน ผู้มีอำนาจสูงสุดคือสถาบันกษัตริย์ ส่วนผู้มีอำนาจสูงสุดในศาสนาได้แก่ สถาบันสันตะปาปา สำนวนสันตะปาปามีดาบ 2 เล่มในมือ ซึ่งหมายถึงมีอำนาจสูงสุด 2 ด้าน
+ ปรัชญาการเมืองของอาควีนัส เป้าหมายแห่งชีวิตของอาควีนัสมี 2 ระดับคือ 1. ระดับตามธรรมชาติ 2. ระดับเหนือธรรมชาติ
+ ปัญหาที่สำคัญของอาควีนัส คือปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร
อาควีนัสมีความเห็นคล้ายอริสโตเติลว่า มนุษย์เป็น...สังคม
+ อาควีนัส มองมนุษย์ตามธรรมชาติในลักษณะที่ว่าสังคมมีอยู่เพื่อมนุษย์ มิใช่มนุษย์เพื่อสังคม แต่มนุษย์ต้องเสียสละเพื่อสังคม สังคมจึงสามารถนำความสงบสุขมาสู่มนุษย์
+ การปฏิรูปศาสนาในยุโรป หมายถึงการแยกตัวของคริสตจักรกลุ่มหนึ่งออกจากนิกายคาทอลิก ทำให้เกิดนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น
+ สาเหตุสำคัญการปฏิรูปศาสนา เพราะ
1. สันตะปาปาเหล่านั้นไม่มีความเสียสละและประพฤติตนไม่เมาะสมกับตำแหน่ง
2. การอุปถัมภ์ศิลปินและโการสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ต้องใช้เงินมาก เป็นเหตุให้เก็บภาษี เรี่ยไรอย่างหนัก จนเป็นที่เอือมระอาทั่วไป
3. ความรู้สึกชาตินิยมเริ่มก่อตัวทั่วยุโรป เป็นเหตุให้ชาวยุโรปหลุดพ้นอำนาจสันตะปาปาซึ่งเป็นคนต่างชาติ
4. คริสต์ศาสนาใช้วิธีรุนแรงเกินไป สำหรับการจัดการผู้นอกรีต เช่น เผาทั้งเป็น คว่ำบาตร

+ มาร์ติน ลูเธอร์ ปรัชญาของเขาสะท้อนให้เห็นความผูกพัน คือ ราษฎรต้องสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ไม่ว่ากษัตริย์จะเลวหรือดีก็ต้องสวามิภักดิ์ เพราะเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ประทานกษัตริย์มาให้ปกครอง
+ คำสอนที่สำคัญของแคลวิน คือ ถือว่าผู้ถือลัทธิแคลวินเท่านั้นจึงจะได้ไปเป็นผู้ถูกคัดเลือกให้ไปสวรรค์ ต่อมาพัฒนาเป็นลัทธิเพียวรีตัน
+ ปรัชญาการเมืองแคลวิน พระเจ้าประทาน2อำนาจให้กับผู้ปกครองคือ อำนาจทางศาสนากับอำนาจทางการเมือง / การเมืองมีหน้าที่รับใช้ศาสนาและอยู่ภายใต้อำนาจศาสนาที่ถูกต้อง






หน่วยที่ 5 ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

+ แมคเคียเวลลี เป็นบิดาแห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่
+ นักประวัติศาสตร์และนักศีลธรรมโรมันให้ความสำคัญต่อเทวีแห่งโชคลาภ
+ พวกโสฟิสต์ เป็นพวกสอนวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะวาทศิลป์ คำถามหรือคำสอนสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมสมัยนั้นมุ่งสอนแต่ทักษะที่เอื้อต่อ
อาชีพและทักษะที่เชื่อว่าสำคัญยิ่งคือการใช้วาทศิลป์ // พวกโสฟิสต์ มุ่งเน้นเป็นเทคนิคมากกว่าการศึกษาศิลปะศาสตร์โดยทั่วไป
+ งานชิ้นสำคัญของเพลโต คือ อุตมรัฐ รูปแบบของรัฐในอุดมคติต้องเป็นรัฐที่มี ราชาปราชญ์ เป็นผู้ปกครองรัฐ
+ อริสโตเติล เขียนหนังสือเล่มสำคัญทางปรัชญาการเมืองไว้ คือเรื่อง Nicomachean Ethics ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติคือชีวิตที่ดีหรือชีวิตที่มีคุณธรรม และธรรมชาติที่สำคัญประการหนึ่งของมนุษย์คือการเป็น...การเมือง
+ โพลิบิอุส ผู้เขียน History of Rome
+ ซิเซโร ผู้เขียน De Republica สร้างขึ้นจากองค์ประกอบ 3 ประการ /// ซิเซโร ความดีสูงสุดของมนุษย์ คือ การได้รับความรุ่งเรือง
1. ธรรมชาติ อันเป็นสรรพสิ่งที่แท้จริงและมีเหตุผล
2. ความเสมอภาคตามธรรมชาติ
3. รัฐ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของมนุษย์

+ เซเนก้า เน้นถึงโชคดีหรือคุณประโยชน์เหล่านี้ ได้แก่ เกียรติยศ ความร่ำรวย อิทธิพล
+ แซลลุสท์ เน้นถึง ความรุ่งเรื่อง เกียรติ และอำนาจ
+ นักคิดชาวโรมันเชื่อว่า เทวีแห่งโชคลาภเป็นสตรี สิ่งที่ครองใจสตรีคือ vir-คน หรือความเป็นชายชาตรีที่แท้จริง โรมันประสบชัยชนะและยิ่งใหญ่เนื่องจากชาวโรมันมี คุณธรรมความกล้าหาญเยี่ยงชายชาตรี
+ โชคชะตา ตามทรรศนะของคริสต์ศาสนา ถือว่าไม่แน่นอนตายตัว โชคชะตาของมนุษย์ขึ้นอยู่กับพระเจ้า
+ ปรัชญาของแมคเคียเวลลีเรียกได้ว่าเป็นการวิเคราะห์เชิงตรรกบท ประกอบด้วย 1. ข้อเสนอหลัก 2. ข้อเสนอรอง 3. ข้อสรุป และอ้างผลเชิง ตรรกวิทยา เพราะฉะนั้นการอ้างเหตุผลของเขากระทำอย่างเฉียบคมวิเคราะห์ปัญหาอย่างหลักแหล เฉลียวฉลาด ซึ่งได้แก่หนังสือ The Prince และ The Discourses มีคำสอนของเค้าอยู่แก่นแท้แนวความคิดมี 3 ประการ คือ 1. โชคชะตา 2. คุณธรรมความสามารถ 3. ความจำเป็น
+ แมคเคียเวลลี ไม่ได้เสนอว่าความรุนแรงนั้นดีแต่เขาเสนอว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะวิสัยระเบียบทางสังคม
+ The prince ทรงอิทธิพลเพราะ ทรรศนะเชิงประจักษ์ หรือ การพูดความจริง หรือการชี้ให้เห็นถึง ความจริงอันน่ากลัวทางการเมือง
+ วิธีการของแมคเคียวเวลลี คือ นำเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเมือง เช่น ใช้ภาษาลักษณะให้เกิดความรู้อย่างวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ให้เกิดอารมณ์หรือทัศนะคติใด ๆ เข้าใจได้แห่งโลกความเป็นจริง , อธิบายการเมืองชัดเจนเพียงพอและมองการเมืองเป็นการศึกษาการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างมนุษย์ , ได้รวบรวมข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งอย่างเป็นระเบียบ
+ ปรัชญาการเมืองของแมคเคียเวลลีได้สร้างความปลอบประโลมให้กับมนุษย์ 2 สถาน
1. ได้ตอกย้ำให้มนุษย์เข้าใจสาเหตุแห่งปัญหาทางสังคมการเมือง
2. ได้ให้มนุษย์เห็นว่า วิธีการแก้ปัญหาสังคมการเมืองเพื่อสร้างระเบียบทางสังคม












หน่วยที่ 6 องค์อธิปัตย์กับสังคมการเมือง
+ ฮอบส์ ได้ประยุกต์วิชากลศาสตร์ที่เรียกว่า “การรวมกันและแยกกัน” มาอธิบายหลักการขั้นพื้นฐานของ การเมือง
+ ปรัชญาของฮอบส์ต่างจากปรัชญากรีก เพราะ ปรัชญาฮอบส์ไม่สนในสิ่งที่เป็นนามธรรม แต่ ปรัชญากรีก สนใจนามธรรมหรือศีลธรรม
+ Leviathan ฮอบส์สรุปว่าหลักการของการเมือง ก็คือการเข้าใจถึงวิถีทางการเคลื่อนไหวของจิตใจมนุษย์
+ ฮอบส์ เชื่อว่าศาสตร์ใหญ่ๆในสมัยของเขามีอยู่ 3 ศาสตร์เท่านั้น คือ 1. ดาราศาสตร์ 2.กลศาสตร์ 3.ศาสตร์ของการเคลื่อนไหวของวัตถุ
+ ทรรศนะของฮอบส์เห็นว่า สภาวะธรรมชาติของมนุษย์เป็นสภาวะของสงคราม ทุกคนต่างเป็นศัตรูกัน
+ สัญญาประชาคมเป็นความยินยอมพร้อมใจของปัจเจกชนตกลงร่วมกันโอนสิทธิตามธรรมชาติให้บุคคลอื่น ผลการตกลงนี้ทำให้ปัจเจกชน
ทั้งหลายไม่สามารถไปทวงสิทธิที่มอบให้ไปแล้วคืนมาได้
+ ฮอบส์ มองว่า มนุษย์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพลังงาน 2 อย่าง คือ ชอบและเกลียด
+ ปัจเจกบุคคลถูกผลักดันให้แก่งแย่งช่วงชิง ด้วยสภาวะทางจิตใจ 3 ประการ คือ แข่งขัน หวาดระแวงกัน และการแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ
+ ในทรรศนะของฮอบส์ องค์อธิปัตย์ถือกำเนิดจากสัญญาประชาคม
+ ทฤษฎีการเมืองของฮอบส์ ในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อสมมุติของมนุษย์ที่ว่ากลัวตาย ได้รับการพิสูจน์หักล้างจากนักมานุษยวิทยาว่าไม่จริงเสมอ
+ ระบอบการปกครองแบบเอกาธิปไตย เป็นระบอบที่เหมาะสมที่สุด ฮอบส์มองว่ามีความคล่องตัวสูงในภาคปฏิบัติ

หน่วยที่ 7 กำเนิดลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยสมัยใหม่
+ สรุปความคิดของล็อค มนุษย์ในสภาวธรรมชาติมีลักษณะ 2 ประการ คือ 1. มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ 2. มีความเสมอภาคกัน
+ ลักษณะสัญญาประชาคมของล็อคคือ สัญญาประชาคมเชิงประวัติศาสตร์ คือ สัญญาที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ เป็นขั้นหนึ่งของวิวัฒนาการ
ของสังคมมนุษย์
+ การอ้างเหตุผลของล็อครัฐบาลที่ชอบธรรมต้องมีรากฐานอยู่บนความยินยอมของประชาชน และวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน คืออยู่ร่วมกันใน
สังคมมีอำนาจกลางตัดสินความเป็น ธรรมและลงโทษผู้กระทำผิด
+ ล็อคเห็นว่าอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจการบริหาร ไม่ควรอยู่ในมือของคน ๆ เดียว หรือกลุ่มคนกลุ่มเดียว มิฉะนั้นกลุ่มหรือบุคคลเหล่านั้นจะ
ออกฎหมายเอื้อต่อผลประโยชน์ตนเอง หรืออาจจะยกเว้นตัวเองจากการอยู่ภายใต้กฎหมาย
+ สรุป ทรรศนะของล็อค ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ ทรรศนะนี้เป็นแก่นความคิดแบบประชาธิปไตยและเป็น
ความคิดที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกตะวันตก

หน่วยที่ 8 เสรีภาพกับสัญญาประชาคม
+ รุสโซเห็นว่า เสรีภาพมนุษย์ผูกพันอยู่กับความเสมอภาค รุสโซจำแนกความไม่เสมอภาคของมนุษย์เป็น 2 ประเภท คือ 1. ความไม่เสมอภาคล
ตามธรรมชาติ 2. ความไม่เสมอภาคอันเกิดจากสภาวะทางสังคมที่แตกต่าง
+ เสรีภาพของล็อค ผูกเสรีภาพกับกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินเข้าด้วยกัน // เสรีภาพของรุสโซ ผูกเสรีภาพกับความเสมอภาค
+ เจตจำนงทั่วไปของรุสโซ คือ ประโยชน์ร่วมกัน เจตจำนงทั่วไปไม่ใช่เจตจำนงของบุคคล เป็นของประชาคมหรือรัฐ มี 2 ประการ คือ
1. เจตจำนงทั่วไปของเสียงข้างมาก 2. เจตจำนงของฝ่ายข้างน้อย
+ ทรรศนะของรุสโซมีระบอบเดียวคือระบอบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
อำนาจอธิปไตย --เป็นอำนาจที่ไม่อาจมอบหรือโอนให้กันได้ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ไม่อาจจะผิดพลาดได้เป็นอำนาจเด็ดขาด
กฎหมาย-- การแสดงออกของเจตจำนงทั่วไป กฎหมายมีค่าสูงส่งเทียบด้วยศาสนา ความยุติธรรมและเสรีภาพมีอยู่ได้ก็ด้วยกฎหมาย
รัฐบาล-- รัฐมนตรีขององค์อธิปัตย์ ประชาชนไม่ได้ตั้งรัฐบาลขึ้นโดยสัญญา แต่งตั้งขึ้นโดยกฎหมาย
รัฐบาลอภิชนาธิปไตย รุสโซชอบรัฐบาลแบบนี้ที่สุดเพราะได้แยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกอย่างเด่นชัด และ
กิจการสาธารณะต่างๆได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและดำเนินการอย่างดีและมีระบบที่ดีรวดเร็วขึ้น
ศาสนา-- รุสโซ เห็นว่า ศาสนาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพี่สุดในการสร้างเอกภาพทางสังคม มีความคิดเหมือนกับฮอบส์
+ ในระบบของรุสโซ อำนาจที่มีอยู่ในรัฐมีเพียงอำนาจเดียวเท่านั้นคือ “อำนาจนิติบัญญัติ” ซึ่งครอบคลุมอำนาจทั้งหมด
+ สรุปผลสะท้อน สัญญาประชาคม เป็นความคิดมูลฐานที่สำคัญ ได้แก่1. ความคิดเรื่องเอกภาพของรัฐ 2. การขจัดกลุ่มสังคมย่อย,กลุ่มบุคคล 3. อำนาจอธิปไตยของประชาชน4. การใช้กฎหมายเพื่อแสดงออกซึ่งเจตจำนงส่วนรวม 5. เรื่องการเคารพในผลประโยชน์ส่วนรวม

หน่วยที่ 9 สังคมการเมืองกับปัญหาความเปลี่ยนแปลง

+ ความคิดแบบอนุรักษ์นิยมของเบอร์กเป็นผลมาจากการต่อต้านการปฏิวัติในฝรั่งเศส โดยเฉพาะทฤษฎี การเมืองที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ
+ แกนกลางทฤษฎีของเบอร์กคือ สังคมการเมืองที่ให้ความยุติธรรมแก่คนในสังคม
+ การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสใน ค.ศ.1789 มาจากความล้มเหลวของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
+ ทฤษฎีที่เป็นแรงผลักดันการปฏิวัติในฝรั่งเศสก็คือทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ
+ ทรรศนะของเบอร์กเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง การปฏิวัตินำไปสู่ความหายนะ ทำลายธรรมเนียม หลักการของนักปฏิวัติไม่อาจใช้เป็นแนวทางแทนระบบเก่าที่ถูกทำลายไป เพราะเป็นหลักการนามธรรม ห่างไกลจากความเป็นจริง ผลของความหายนะของการปฏิวัติ เป็นการทำลายระบบเก่าที่ประกอบด้วยธรรมเนียมเดิม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการปัญหาทางการเมือง ทำให้ขาดแนวทางที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาการเมืองที่นำไปสู่ความจลาจลวุ่นวาย ในทรรศนะของเบอร์ก เชื่อว่าระบบเก่ามีโครงสร้างหลักที่ดีอยู่แล้ว
+ ข้อดีของทรรศนะเบอร์กคือ เป็นการท้าทายสิทธิตามธรรมชาติที่ยอมรับกันมานานโดยปราศจากข้ออ้าง สนับสนุนที่เพียงพอ
+ ข้อบกพร่องทรรศนะของเบอร์กคือ เข้าใจผิดคิดว่าการใช้หลักการแบบนามธรรม กับการใช้หลักการเชิง ปฏิบัติเป็นสิ่งตรงข้ามกัน
+ อนุรักษ์นิยมต่อต้านแนวความคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยและสังคมนิยมประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ทฤษฎีการ ใช้อำนาจนิยม
+ การปฏิวัติในฝรั่งเศส เกิดขึ้น ใน ค.ศ. 1789 มีสาเหตุมาจากสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ตกต่ำย่ำแย่ทำให้กษัตริย์กับขุนนางต่างกดขี่ราษฎรในยามฝืดเคือง นำมาสู่การลุกฮือของราษฎร และเป็นที่มาของการใช้ความรุนแรงกลายเป็นการปฏิวัติเพื่อล้มล้าง และทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นระบอบเก่าที่ประกอบด้วยกษัตริย์กับขุนนางเป็นส่วนสำคัญ ผลของความหายนะของการปฏิวัติ คือ การจลาจลวุ่นวายเพราะเป็นการทำลายระบบเก่า ทำให้ขาดแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างถูกต้อง
+ การใช้หลักการแบบนามธรรม เป็นผลมาจากการใช้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงหรือธรรมเนียมเดิม
+ ความคงเส้นคงวาของทรรศนะของเบอร์ก ทรรศนะของเบอร์กต่อการจัดการกับความเปลี่ยนแปลง คือ การประนีประนอม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น กรณีการเรียกร้องของชาวอเมริกันในขณะเป็นอาณานิคมต่ออังกฤษ แต่รัฐสภาอังกฤษไม่มีการประนีประนอม ทำให้ชาวอเมริกันต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช




















หน่วยที่ 10 ปรัชญาประวัติศาสตร์กับปรัชญาการเมือง

+ ปรัชญาของเฮเกลมีลักษณะเฉพาะที่เป็นระบบ ทุกเรื่องมีความสัมพันธ์กัน เข้าใจได้ไม่ยากหากแยกออกมา มีพื้นฐานประกอบด้วย
ประเพณียูเดวคริสต์เตียน และปรัชญากรีก รวมทั้งเหตุการณ์ทาง สังคมที่สำคัญในยุคของเขา
+ ปรัชญาของเฮเกลเรียกว่า จิตนิยมสมบูรณ์แบบ สอบทอดมาจากเพลโตและอริสโตเติล ทำให้ปรัชญา เยอรมันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การปฏิวัติฝรั่งเศสมี อิทธิพลต่อความเฮเกลมากที่สุด
+ ปรัชญาของเฮเกล ในระบบตรรกวิทยาของเฮเกลที่เกี่ยวกับการเข้าใจโลก วิธีภาษเริ่มจากระบบความคิด ภายในของมนุษย์และประยุกต์กับความเปลี่ยนแปลงของโลก พื้นฐานตรรกวิทยาของเฮเกลคือเหตุผล เหตุผลสากลเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตหรือมโนภาพ
+ การแบ่งปรัชญาในฐานะวิชาการ แบ่งได้ 3 ส่วน คือ 1. ตรรกวิทยา 2. ปรัชญาธรรมชาติ 3. ปรัชญาว่า ด้วยจิต
1. ตรรกวิทยา กล่าวถึงมโนภาพในตัวของมันเอง
2. ปรัชญาธรรมชาติ กล่าวถึงมโนภาพที่สะท้อนออกมาในรูปธรรม
3. ปรัชญาว่าด้วยจิต จิตคือเอกภาพระหว่างมโนภาพกับธรรมชาติ
สามส่วนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ได้ ทรรศนะของเฮเกล สิ่งเป็นเป็นรูปธรรมสูงสุดในบั้นปลาย คือ มโนภาพอสัมพันธิ์
+ ตรรกวิทยาจำแนกปรัชญาออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. จิตนิยม อธิบายว่า ต้นกำเนิดของจักรวาลคือมโนภาพ 2. วัตถุนิยม อธิบายว่าต้นกำเนิดคือวัตถุหรือสสาร
+ ปรัชญาว่าด้วยจิตของเฮเกลมี 3 ส่วน
1. จิตที่เป็นอัตวิสัย เกี่ยวกับจิตของคน ได้แก่ ความรู้สึก สำนึก ความยาก ความคิด เหตุผล จินตนาการ ความจำ
2. จิตที่เป็นภาววิสัย จิตที่ออกไปจากตัวเอง สู่โลกภายนอกในลักษระที่สะท้อนจากภายในของตนเอง
3. จิตสูงสุด คือจิตที่สะท้อนออกมาในศิลป ศาสนา ปรัชญา (พระเจ้า)
+ ยุคกลางและยุคใหม่มีลักษณะอิงตัวบุคคล สังคมพัฒนาไปสู่ระบบผู้คนพึ่งพากฎหมายมากขึ้น อำนาจของกษัตริย์ค่อย ๆ ถูกแบ่งกระจายออกไป ระบบราชการได้ถูกจัดการให้ควบคุมการดำเนินงานและบริหาร
+ เฮเกลสรุปว่า สังคมมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดความแตกต่างทางวัฒนธรรม คุณค่าและวิธีชีวิตคนกลุ่มหรือชั้นต่าง ๆ
+ สิ่งที่ขาดไปในพุทธิปัญญา คือ การไม่พิจารณาคนและเงื่อนไขของเอกลักษณ์คน ว่าคนเข้าใจตนเองอย่างไร ข้อความที่สำคัญที่สุดของเฮเกลที่มักกล่าวอ้างบ่อย ๆ คือ “อะไรมีเหตุผลย่อมเป็นจริง อะไรเป็นจริงย่อมมีเหตุผล” ประวัติศาสตร์คือ กระบวนการปรากฏตัวของเหตุผลโดยผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จากขั้นที่สมบูรณ์น้อยกว่าไปสู่ที่สมบูรณ์มากขึ้น จนกระทั่งสมบูรณ์ที่สุด


















หน่วยที่ 11 ทฤษฎีการปฏิวัติสังคม

+ การพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคมกับพลังทางเศรษฐกิจโดยใช้*ทฤษฎีวิภาษวิธี - วัตถุนิยม เป็นทั้งปรัชญาทางการเมือง ปรัชญาทางเศรษฐกิจ และกลยุทธ์ในการปฏิวัติสังคม
+ ตามความคิดของมาร์กซ์ ภาวะ ภาวะอัตวิสัย คือ สำนึกของมนุษย์ในสังคมซึ่งรู้แจ้งเห็นจริงในสภาพการณ์ด้านวัตถุที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่
+ เป้าหมายของปรัชญาคือ การรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิดแต่ไดอาเลคติคจิตนิยมของมาร์กซ์ให้ความสำคัญแก่ธรรมชาติและมนุษย์ เป้าหมายของปรัชญาไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิดแต่ต้องนำเอาความรู้นั้นไปปฏิบัติด้วย
+ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งมุ่งในด้านการผลิตสินค้าและการครอบครองวัตถุ ทำให้เกิดการลดค่าความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะถูกบังคับใช้แรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้เป็นทรัพย์สินของนายทุน ในขณะเดียวกันนายทุน ก็ลดคุณค่าของตัวเองลงมาเป็นทาสของสินค้าและความต้องการของตลาด

หน่วยที่ 11 ทฤษฎีการปฏิวัติสังคม

+ ไดอาเลคติคจิตนิยม จุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่งอยู่ที่ธรรมชาติและมนุษย์ เพียงการรู้แจ้งเห็นจริงของความคิดก็บรรลุถึง
เป้าหมายของหลักปรัชญาแล้ว
มาร์ก **การทำให้ทฤษฎีกับการปฏิบัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน**
+ ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ด้านการผลิต เป็นปัจจัยแรกที่นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลง /
ระบบการผลิตทางเศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม
+ มนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมถูกลดค่า เนื่องจาก มนุษย์ถูกใช้แรงงานในลักษณะการบังคับ
+ ระบบนายทุนทุกประเทศทั่วโลกมีรูปแบบตายตัวเหมือนกันหมด
+ ปรากฏการณ์ในสังคมระบบทุนนิยม มีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ ที่เห็นได้ชัด
+ ปรัชญาวัตถุนิยม ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเพราะรัฐรับใช้เฉพาะชนชั้นที่มีอำนาจทางการเมือง

เลนิน **เป็นคนแรกที่พูดถึง เรื่อง ประชาธิปไตยรวมศูนย์**
+ ผู้นำปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ มาจากชนชั้นเจ้าสมบัติ
+ จุดหมายของการปฏิวัติกระภุมพีในรุสเซีย เลนิน กล่าวว่า ปฏิวัตเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยกระภุมพีก่อนเข้าสู่
ระบอบสังคมนิยม , การปฏิวัติมีชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาเป็นหลัก ภายใต้การชี้นำของพรรคปฏิวัติที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

กรัมชี่ **เป็นคนแรกที่กล่าวถึงทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่**
+ ให้ความสำคัญกับโครงสร้างส่วนบน ในฐานะเป็นจักรกลนำไปสู่ระบอบสังคมนิยม
+ การครองความเป็นใหญ่ คือ การที่ชนชั้นหลัก ได้รับการยินยอมจากคนส่วนใหญ่ในสังคม
+ การปกครองทุกระบบ แม้ประชาธิปไตย ก็ยังมีลักษณะเผด็จการอยู่ด้วยเสมอ
+ ปัญญาชน เป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่เชื่อมพรรคปฏิวัติกับมวลชน เป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในทางปฏิบัติ
+ ประชาสังคม หมายถึง ภาคเอกชนของรัฐ

*ทฤษฎีการปฏิวัติของเหมา เจ๋อ ตุง คือ การให้ชาวนาชนชั้นกรรมมาชีพเป็นแกนนำกำลังหลักในการปฏิวัติมีศูนย์กลางอยู่ที่ชนบท* // สภาพในสมัยที่ปฏิวัติ เป็นกึ่งศักดินากึ่งอาณานิคม

หน่วยที่ 12 ระเบียบสังคมในปรัชญาตะวันออก
+ “ระเบียบทางสังคม” หมายถึง การกำหนดบทบาทหน้าที่ การแยกแยะคน เพื่อจัดโครงสร้างการแบ่งคนในสังคมออกตามรูปแบบต่างๆ
+ ปัญหาระเบียบทางสังคมในปรัชญาตะวันออก เป็นการพยายามหาเหตุสนับสนุนการแบ่งคนออกเป็นกลุ่มต่างๆในสังคม
อินเดีย
+ ระบบวรรณะในอินเดีย คือ การแบ่งคนตามอาชีพและหน้าที่ในสังคม อินเดียเชื่อว่า ระบบวรรณะมาจากพระเจ้าสูงสุด
+ เหตุผลรองรับการแบ่งวรรณะในสังคมอินเดีย มาจาก พระพรหม
+ “คัมภีร์ภควัทคีตา” คือ คัมภีร์ของลัทธิฮินดู กล่าวถึงการมีหน้าที่ออกรบในยามสงคราม
+ พระกฤษณะ พูดกับพระอรชุนให้ออกรบเพื่อปกป้องระบบวรรณะเพราะพระอรชุนเป็นกษัตริย์จึงมีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น
จีน
+ การเรียก “การแย่งชิงสมบัติ” ว่า “เจ้าผู้ครองนคร” คือ ขาดการแก้ไขภาษาและชื่อให้ถูกต้อง เพราะภาษาเป็นตัวกำหนด
บทบาทหน้าที่คนในสังคม เป็นทั้งเหตุและผลของความวุ่นวายได้
+ ลัทธิเต๋า ถือว่า มนุษย์และสังคมมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ///คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง เสนอวิธีการจัดระเบียบสังคม กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ
ขงจื้อ
+ “ระบบความสัมพันธ์ทั้งห้า” มนุษย์คือภาวการณ์สัมพันธ์ //ผู้ปกครอง-ผู้ถูกปกครอง , บิดา-บุตร, สามี-ภรรยา , พี่-น้อง , เพื่อน-เพื่อน
+ “มนุษย์คือคำตอบสำหรับมนุษย์เอง” แสดงถึง ขงจื้อเป็นนักมนุษย์นิยม
เหลาจื้อ
+ “สตรีอาจมีชัยเหนือบุรุษ” “น้ำอาจมีชัยเหนือหินผา” คือ กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติตามทรรศนะคติของเหลาจื้อ ,
หลักการกระทำโดยไม่กระทำ

หน่วยที่ 13 ปรัชญาผู้ปกครองตะวันออก
+ ปรัชญา เป็นดวงประทีปของศาสตร์ทั้งปวง
+ ปรัชญาตะวันตก เน้นความยิ่งใหญ่ของปรัชญาเมธี เป็นการท้าทายความคิดที่มีมาในอดีต
+ ปรัชญาจีน เน้นการนำอดีตมาประสานกัน และ ขยายความมรดกทางความคิด สนใจความเป็นมนุษย์
เกาฏิลยะ
+ “ต้นต่อแห่งความยุติธรรม” หมายถึง กษัตริย์
+ ศาสตร์มี 4 สาขา คือ 1. ปรัชญา 2. พระเวท 3. เศรษฐศาสตร์ 4.ศาสตร์ว่าด้วยการปกครอง--เป็นรากฐานของศาสตร์ทั้งปวง
+ ข้อจำกัดของการศึกษา *คัมภีร์อรรถศาสตร์* คือ เกี่ยวกับตัวผู้เขียนมีตัวตนจริงหรือไม่ , เกี่ยวกับกำหนดเวลาที่แน่นอนในการเขียน
+ *ศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องคำนึงในทางการเมือง* มีความคล้ายกับ แมคเคียเวลลี
+ ความชั่วทั้ง 6 ประการ อาจสรุปได้2อย่าง คือ ความโกรธ กับ ความอยาก
+ ความชั่วที่ร้ายแรงที่สุด คือ การสั่งลงโทษทัณฑ์ผู้คนอย่างผิดๆ
+ อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ เน้นวิธีแห่งชีวิตที่ดีในชุมชนการเมือง ส่วน ฮั่นเฟจื้อ เน้นวิธีความสุขภายในชุมชนการเมือง
ฮั่นเฟจื้อ
+ ความคิดของฮั่นเฟจื้อ มิได้เกิดจากสุญญากาศ ได้รับอิทธิพลจากซุนจื้อและขงจื้อ เค้านำอดีตมาประสานกันมากมาย
+ เค้าเชื่อว่า สภาพแวดล้อมต่างหากที่มีความสำคัญยิ่งต่อมนุษย์ที่ดีและเลว
+ การแนะนำของฮั่นเฟจื้อ คือ กล่าวว่าจงทำตัวให้ว่าง สงบ และไม่กระทำสิ่งใด
+ ฮั่นเฟจื้อมีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้ปกครองจีน คือ การปกครองโดยหลักกฎหมายและจารีตนิยม
****ปรัชญาของทั้งสองคน ต่างก็มุ่งเน้นวิธีการเพื่อเป้าหมายชีวิตที่ดี หรือ ความสุขในชุมชนการเมือง****

หน่วยที่ 14 ปรัชญาศาสนากับสังคมปัจจุบัน
+ การแข่งขันระหว่างคริสต์กับอิสลาม เกิดเป็นสงครามครูเสดนาน 5 ศตวรรษ
+ การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของมนุษย์ คือ เกิด เจ็บ , ความสุข-ทุกข์ , ความผิหวัง-สมหวัง

คริสต์
+ ชาวคริสต์เชื่อว่าอำนาจทางการเมืองทั้งหลายมาจาก พระเจ้า
+ การแข่งขันกันระหว่างโปรแตสแตนต์กับคาทอลิก ที่ต่างนับถือพระเยซูเหมือนกัน นำไปสู่สงครามถึง 30 ปี
+ พระเยซู เป็นพระบุตรที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อนำความรอดมาสู่มนุษย์
---ความรอด--- คือ การได้มีชีวิตพระเจ้าในโลกนี้และตลอดนิรันดรในโลกหน้า

อิสลาม
+ หลักจริยธรรมของศาสนาอิสลาม มีกฎข้อบังคับที่แน่นอนจนตายตัว
+ แหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม ได้แก่ หลักจริยวัตร วจนะ การประพฤติของศาสดาในศาสนาซุนนะฮ์ , คัมภีร์-อัล-กุรอาน
+ ผู้นับถือศาสนาอิสลามต้องดำรง นมาซ วันละ 5 เวลา
+ การกล่าว “สลาม” เพื่อบุคคลนั้นจะได้ไม่ประมาท ในการดำเนินชีวิตเมื่อออกนอกบ้าน
+ ศาสดาองค์สุดท้าของศาสนาอิสลาม คือ มุฮัมมัด

พุทธ
+ พุทธศาสนาสนับสนุนการดำรงชีวิตอันประเสริฐ
+ หน้าที่สำคัญต่อการจัดระเบียบ คือ การสร้างบูรณาการภายในชาติ , การอบรมให้รู้ระเบียบสังคม ,
การควบคุมให้สมาชิกองสังคมอยู่ในกฎเกณฑ์

















หน่วยที่ 15 ความคิดทางการเมืองไทย
+ ความคิดทางการเมืองของ “เทียนวรรณ” สนับสนุนส่งเสริมระบบรัฐสภา แต่ไม่พูดถึงการมีรัฐธรรมนูญ
+ ความก้าวหน้าด้านสติปัญญา เป็นปัจจัยในการจำกัดอำนาจพระมหากษัตริย์
+ พระมหากษัตริย์ของไทยเป็นทั้งเทวราชาและธรรมราชา ในเวลาเดียวกัน เพื่อรักษาสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์
และ สร้างสิทธิธรรมให้กษัตริย์เหมือนกัน
+ จุดมุ่งหมายของ ร.ศ.130 คือ ต้องการให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
+ ความเห็นการจัดการเปลี่ยนแปลง ร.ศ.103 เพื่อต้องการมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองแต่ยังไม่มีรัฐสภาก็ได้
+ พระราชดำริ ร.5 ทรงยึดมั่นในระบอบราชาธิปไตย
+ พระราชดำริ ร.6 ไม่ทรงเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญ และรับแนวคิดจากยุโรป ในเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ท่านทรงมีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังความรู้สึกเรื่องชาตินิยม แล้วจะทำให้ประชาชนหันเหออกจากรัฐธรรมนูญ ,
เตรียมพร้อมรับสงครามจากนอกประเทศ , เป็นโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์
+ “จิตร ภูมิศักดิ์” เน้นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนชั้นต่ำในสังคม
+ การเมืองแบบชาตินิยมของจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีลักษณะ สร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจ ภายใต้ “ผู้นำ”
+ แนวคิด ธรรมราชา กษัตริย์มีลักษณะ ดำรงทศพิธราชธรรม เป็นเสมือนพระโพธิ... มีหน้าที่เผยแพร่พุทธศาสนา
+ แนวคิด เทวราชา กษัตริย์เปรียบเป็นพระเจ้าโดยสมมติ คือพระศิวะหรือพระวิษณุ
+ “จักรวารทิน” คือ การขยายอำนาจเหนืออาณาจักรใกล้เคียง ส่วนความหมายในคติเทวราชา คือ ผู้เป็นใหญ่แห่งจักรวาล
+ “ไตรภูมิพระร่วง” เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองแบบธรรมราชา สริมสร้างสิทธิธรรมของกษัตริย์ แพร่คำสอนศาสนาพุทธ
+ แนวคิดธรรมราชา กษัตริย์มีฐานะ พระญาจักรพรรดิราช
+ พระรามาธิบดีที่1 รับแนวคิดเทวราชาเพื่อเสริมสร้างอำนาจสิทธิทางการเมือง


คัดลอกมาจากรุ่นพี่ที่กระดาน สาขา รัฐศาสตร์


  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :19/01/08  18:29:54 IP : 136.8.1.100
 ตอบลำดับที่ 8

ล่าสุดคัดมาจาก คุณ Juney


  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :19/01/08  18:51:13 IP : 136.8.1.100
 ตอบลำดับที่ 9

ขอบคุณ คุณพีร์เป็นอย่างมากเลยครับ สำหรับแนวข้อสอบ ขอบคุณมากๆเลยครับ

  ข้อความจากคุณ :ดิว ครับ  วันที่ :21/01/08  07:23:25 IP : 125.24.58.140
 ตอบลำดับที่ 10

รบกวนอีกสักครั้งนะครับ ผมอยากได้แบบทดสอบในบทต่างๆที่คาดว่าน่าจะออกสอบครับ ขอรบกวนอีกสักครั้ง ขอบคุณครับ


  ข้อความจากคุณ :ดิว ครับ  วันที่ :21/01/08  07:26:16 IP : 125.24.58.140
 ตอบลำดับที่ 11

หรือตัวอย่างข้อสอบก็ได้ กลัวสอบไม่ผ่านครับ ขอบคุณครับ

  ข้อความจากคุณ :ดิว ครับ  วันที่ :21/01/08  07:45:53 IP : 125.24.58.140
 ตอบลำดับที่ 12

ไม่ต้องเอาไปหรอก เพราะไม่มีอ่ะ

อ่านหนังสือเยอะๆ อ่านสรุปย่ออีกหน่อย ก็น่าจำโอเคนะ


แต่ ให้จำไว้ว่า จากโดยใคร เป็นแบบไหน ทำอย่างไร ในทุกๆอย่างต่างกันอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกัน


  ข้อความจากคุณ :พีร์  วันที่ :23/01/08  19:37:07 IP : 136.8.1.100
 ตอบลำดับที่ 13

อยากได้แนวข้อสอบปรัญญาการเมืองค่ะ

  ข้อความจากคุณ :ดา  วันที่ :7/05/08  08:59:23 IP : 222.123.201.19
 ตอบลำดับที่ 14

ช่วยวิเคราะห์แนวความคิดทางการเมืองของโธมัส ฮอบส์ โดยการวิเคราะห์แบบ SWOT ( จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ) ให้ทีครับ ถ้าตอบก่อน 14.00 น.จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

  ข้อความจากคุณ :kakanan  วันที่ :5/09/08  11:29:20 IP : 125.26.205.45
 ตอบลำดับที่ 15

ช่วยวิเคราะห์แนวความคิดทางการเมืองของโธมัส ฮอบส์ โดยการวิเคราะห์แบบ SWOT ( จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ) กรณีนำมาใช้ในประเทศไทย ให้ทีครับ ถ้าตอบก่อน 14.00 น.จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

  ข้อความจากคุณ :kakanan  วันที่ :5/09/08  11:31:35 IP : 125.26.205.45
 ตอบลำดับที่ 16

อยากทราบประวัติและผลงานของนักรัฐศาสตร์ซอคระตีส,เพลโต,อริสโตเติ้ลช่วยบอกทีได้หรือเปล่าคะ

  ข้อความจากคุณ :บีบี  วันที่ :11/11/08  18:59:39 IP : 125.26.226.79
 ตอบลำดับที่ 17

ขอแนวสถาบันการเมืองไทย,อารยธรรมมนุษย์,สังคมมนุษย์

  ข้อความจากคุณ :ตุ๊ก  วันที่ :2/02/09  15:19:54 IP : 125.24.166.219
 ตอบลำดับที่ 18

รบกวนรุ่นพี่ช่วยสรุปวิชา หลักการบัญชี มสธ. ให้หนูด้วยค่ะ หนูลงมา3รอบแล้ว ยังไม่ผ่านสักทีค่ะ หัวหนูไม่ดี ไม่ชอบตัวเลข อ่านเท่าไหร่ไม่ค่อยได้ รบกวนจริงๆ ขอพระคุณอย่างสูงค่ะ

  ข้อความจากคุณ :น้องนะ  วันที่ :17/03/09  13:42:32 IP : 58.10.36.130
 ตอบลำดับที่ 19

http://course.stou.ac.th/atutor/users/browse.php?cat=0&show_course=255#info


  ข้อความจากคุณ :doaw  วันที่ :26/04/09  17:17:08 IP : 203.218.63.93
 ตอบลำดับที่ 20

ขอแนวข้อสอบวิชาภาษาไทย,การจัดการการตลาด,สถิติธุรกิจ ใครมีแนวข้อสอบรบกวนส่งให้ด้วยนะคะ
Mail : sanpunya_s@yahoo.com ขอบคุณมากค่ะ


  ข้อความจากคุณ :siraporn  วันที่ :28/05/09  12:16:22 IP : 124.120.151.163